บทที่ 3 ไม่ก้มหัวให้ใคร
ตอนที่ 3 ไม่ก้มหัวให้ใคร
ลูกนอกสมรสใช้ชีวิตหลบซ่อนมานานถึง 23 ปี แหงนคอมองคฤหาสน์อันหรูหรา แห่งอาณาจักรตระกูลเวฬุวันนรากรณ์ แค่นหัวเราะเยาะสมเพชตัวเองกับแม่ ที่ต้องทนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ เขตชานเมืองห่างไกลสายตาผู้คนมาโดยตลอด
ภายในห้องโถงใหญ่สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟคริสตัล แขกทุกคนในงานเลี้ยงแต่งกายด้วยชุดราตรีหรูหรา หรือสูทราคาแพง เครื่องประดับเพชรระยับ พลอยระย้า ถูกคนรวยประโคมใส่มาสะท้อนฐานะและอำนาจของแต่ละคน
“นี่นะหรือคะ ศิตลา” ผู้หญิงท่าทางสวยสง่าแต่หยิ่งผยองคนหนึ่ง เดินเข้ามาปรายตามองศิตลาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ใช่ คนนี้แหละ”
“คุณณรงค์ไปหามาจากไหนคะ หน้าตาดีใช้ได้ แถมยังดูเหมือน....” หางตาเฉี่ยวสะบัดมองกลับมายังสามี เนื่องจากเค้าโครงหน้ามีความละม้ายเชื้อสายต้นตระกูลผู้ดีเก่า
"ในกองถ่ายละครน่ะ"
คุณหญิงเพียงนภา เวฬุวันนรากรณ์ ภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย เป็นที่ยอมรับของสังคม เชื่อคำโกหกของสามีว่าสามารถไปตามหาคนที่จะมารับบทเหยื่อ แต่งงานแทนลูกชายตัวเองได้ โดยไม่ระแคะระคายสถานะที่แท้จริงของศิตลาสักนิด
“พวกนักแสดงหน้าใหม่น่ะ เดี๋ยวนี้มันศัลยกรรมได้ทั้งนั้นแหละ คุณอย่าใส่ใจเลยแค่ให้มันมาแต่งงานแทนอรัญได้ก็พอแล้ว”
“นักแสดงอย่างนั้นเหรอ ดี...อย่างนั้น ช่วยแสดงบทบาทของเธอให้ดีละเข้าใจมั้ย” ไฮโซสาวอายุราว 50 กว่าสะบัดหน้าเชิดคอสูง เสแสร้งแกล้งยิ้มเดินนำหน้า พาศิตลาขึ้นไปยืนบนเวทีสูงพอให้ทุกคนมองเห็นหน้าถนัด
“สวัสดีครับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ค่ำคืนนี้เรามาร่วมเฉลิมฉลอง ต้อนรับการกลับมาของทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเวฬุวันนรากรณ์ นั่นคือ ศิตลา!”
คำแนะนำชื่อนั้นดังก้องไปทั่วโถงใหญ่ ศิตลายืนเชิดหน้าตามคำสั่ง ท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกหลายสิบชีวิต ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เขา เหมือนต้องการสำรวจและประเมินค่าแต่นั่นก็ไม่ทำให้เขารู้สึกกลัวใด ๆ
“ไปอยู่เมืองนอกมาหลายปี กลับมาคราวนี้ดูเค้าหน้าเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”
“คงศัลยกรรมมาแหละ เดี๋ยวนี้เห็นเด็กสมัยใหม่ชอบทำ ไม่ใช่แค่หน้าขนาดชื่อยังเปลี่ยนเลย เมื่อก่อนจำได้ว่าลูกคุณหญิงเพียงนภาไม่ได้ชื่อนี้นะ”
“โอ๊ย ใครสนละ ลูกสาวฉันยังเปลี่ยนไปแล้วตั้งสามสี่ชื่อ ชื่ออะไรก็ช่างแต่ลงท้าย นามสกุล เวฬุวันนรากรณ์ ก็เป็นอันใช้ได้”
ท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายที่ดังลอยมาเข้าหู ฉุดสติศิตลาให้กลับคืนมาสู่โลกปัจจุบัน ในเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมาเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมาโดยตลอด อย่างนั้นครั้งนี้ เขาจะใช้ความเป็น ศิตลา เวฬุวันนรากรณ์ ให้คุ้มค่า ในเมื่อเสียสละตัวเองมาแล้ว เขาจะไม่มีทางยอมแพ้ กลับไปเป็นหนูในท่อให้ใครกดขี่ข่มเหงได้อีก
“สวัสดีครับ ผมศิตลา ฝากให้ทุกท่านเมตตาเอ็นดูผมด้วยนะครับ” น้ำเสียงละมุนเอ่ยดังขึ้นท่ามกลางผู้คนก่อนสายตาจะมองเห็นแขกผู้มาใหม่ กำลังสาวเท้าเดินเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจ ด้านหลังรายล้อมไปด้วยผู้ชายใส่สูทสีดำดูน่าเกรงขาม
“นั่นมัน...” สายตาทุกคู่พุ่งไปยังหนุ่มใหญ่รูปร่างกำยำ ใบหน้าเค้าโครงเป็นพวกฝรั่งชาติตะวันตก สังเกตชัดเจนจากเรือนผมสีน้ำตาลทองแดง ประกอบกับเคราครึ้มสีเดียวกัน ยิ่งทำให้เจ้าของร่างสูงใหญ่นั้นดูดุดันและทรงพลังมีอำนาจ
แทบไม่ต้องถามใคร หรือเสียเวลาเดาให้เปลืองสมอง ศิตลารู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือ มิสเตอร์มาร์คัส เจเดน อัลบลูวาร์เดน ว่าที่สามีในอนาคตของเขานั่นเอง
“มัวยืนทำอะไรอยู่ ลงไปต้อนรับคุณมาร์คัสสิ” เพียงนภาใช้มือดันแผ่นหลังเหยียดตรงของศิตลา เช่นเดียวกับนายณรงค์เดชที่รีบคะยั้นคะยอให้เขาลงจากเวที
“ทำไมผมจะต้องลดตัว เดินลงไปหาเขาด้วย”
“นี่แก...”
“ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายอยากได้มดลูกของผม เขาสิต้องเดินเข้ามาหาผม”
เป็นมาเฟียมาครึ่งค่อนชีวิต เคยต่อกรกับอริศัตรูมาไม่น้อย เหนี่ยวไกปืนฆ่าคนนับร้อยมาร์คัสไม่เคยรู้สึกสำนึกผิดบาปแต่ประการใด แน่นอนว่าในอาชีพมาเฟียเขาเคยเจอพวกนักเลงกระจอก ประเภทคนหยิ่งผยอง จองหองไม่เจียมตัวมานับไม่ถ้วน หากจะเพิ่มว่าที่แม่ของลูกในอนาคตอีกคน นั่นก็คงไม่ทำให้เขาประหลาดใจมากนัก
มาเฟียสัญชาติรัสเซีย เดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ซึ่งถูกสมมุติให้เป็นเวที พื้นยกระดับสูงขึ้นมาประมาณ 2 ฟุต เพื่อให้ทุกคนสามารถมองเห็น คนที่ยืนอยู่ด้านบนถนัด หากแต่ความสูงนั้นยังส่งให้ศิตลาสูงกว่าพ่อฝรั่งร่างยักษ์เพียงนิดเดียวเท่านั้น
“ศิตลา พ่อของเธอพรรณนาให้ฉันฟังว่า ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั้นเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน พูดจาไพเราะน่าฟัง กิริยาเรียบร้อยน่ารัก...” เสียงกังวานดังขึ้นท่ามกลางห้องกว้าง หน้าขรึมตึงเครียดกวาดมองว่าที่ภรรยาในอนาคตตั้งแต่เส้นผม จรดลงไปถึงปลายรองเท้า เนื่องจากท่าทางหยิ่งยโส โอหังไม่ยอมก้มหัวทำความเคารพ หรือแม้แต่แสดงท่าทีว่าเกรงกลัวเขา ขัดกับคำบอกเล่าของคนที่เอาลูกออกมาเร่ขายกิน
“คุณเชื่อคำพูดของคนปลิ้นปล้อนอย่างพ่อผมด้วยเหรอครับ” มุมปากขยับทำมุมสูงขึ้นมา หางตาปรายมองไปอย่างพ่อบังเกิดเกล้า เหมือนสะใจที่ได้ฉีกหน้าคนที่เห็นเขาเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า ถึงขนาดเอาออกมาเร่ขาย ใช้หนี้ที่ตัวเองก่อไว้
นึกถึงประโยคบอกเล่าเกินจริงของนายณรงค์เดช บอกว่านายมาร์คัส คนนี้อายุปาเข้าไปเฉียดห้าสิบแล้ว ที่ผ่านมาศิตลาจึงคิดว่าเขาควรจะเป็นตาแก่หัวหงอก หนังเหี่ยว เดิมท่อมๆ หลังค่อมลุกก็โอย นั่งก็โอย แต่นี่...ไอ้ฝรั่งจมูกโด่ง คิ้วดกคมเข้ม ยังดูหนุ่มแน่น แถมยัง...หล่อชะมัด
“นี่แก...” เหมือนถูกลากออกไปตบกลางงานเลี้ยง นายณรงค์เดชถึงกับยืนหน้าชา มือสั่นจนเกือบพลั้งยกขึ้นไปตบหน้าลูกชายเป็นการสั่งสอน
ตรงข้ามกับมาเฟียผู้เชี่ยวกรากในการอ่านใจคน ยิ้มพอใจกดลงตรงมุมปากข้างหนึ่ง สายตายะเยือกมองย้อนกลับไปยัง คนหนุ่มวัยละอ่อนที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 25 ปี ไม่บ่อยที่เขาจะเจอคนปากดี ใจกล้า และตรงไปตรงมาอย่างนี้
“ฮึ ฉันไม่เคยเชื่อคำพูดของคนปลิ้นปล้อนอย่างเขาอยู่แล้ว”
